Genshin Impact : ผู้แสดง Klee Genshin Impact รวมสิ่งที่จะต้องทราบ

ผู้แสดง Klee Genshin Impact กล่าวได้ว่าคุณเป็นหญิงสาวไฟแรง ที่สร้างวัตถุระเบิด คุณถูกใจสำหรับเพื่อการระเบิดปลา คุณจะกระทำโยนระเบิดลงในทะเลสาบเพื่อจับปลา เป็นพวกของอัศวินที่ Favonius แล้วก็คุณถูกใจทำความเข้าใจสำหรับในการสร้างระเบิดมากไม่น้อยเลยทีเดียว ใน บทความเกม พวกเราจะมาเสนอแนะเนื้อหานักแสดงคลี ที่ผู้เล่นควรจะรู้ก่อนเอามาเล่น

นักแสดง Klee Genshin Impact ลักษณะผู้แสดง
Pyro / ระดับ S / ความหายาก 5 ดาว / ตัวกระตุ้นปฏิกิริยา

ใน Genshin Impact Klee ใช้ระเบิดเพื่อสร้างปฏิกิริยา Pyro สำหรับเพื่อการระเบิดจะช่วยทำให้คุณสามารถล้มศัตรูได้ แต่ว่าการจู่โจมระยะสั้นปรารถนาความเที่ยงตรงแล้วก็บางทีอาจก่อให้เกิดตำแหน่งที่ไม่ได้อยากต้องการได้ ไม่ว่าจะด้วยแนวทางใด คุณใช้งานเจริญสำหรับ DPS เมื่อใช้ความถนัด Pyro ที่มากขึ้น

ขั้นตอนการรับ Klee

Klee ใช้งานได้ผ่านแบนเนอร์กิจกรรม Sparkling Steps เพียงแค่นั้น คุณไม่พร้อมใช้งานในแบนเนอร์มาตรฐาน

คุณลักษณะเด่น
-Pyro DMG สูง
-เหมาะกับการตั้งค่าปฏิกิริยา Pyro กับดักระเบิดของคุณ
-ระเบิดของคุณทำให้ศัตรูถอยหลัง

ข้อด้อย
-การช่วยส่งเสริมของคุณถูกเก็บไว้เบื้องหน้าเบื้องหลังกรุ๊ปดาว
-การจู่โจมระยะสั้นนั้นยากต่อการเล็ง
-ไม่เป็นผลถาวรจากความถนัดของคุณ

5 กลอุบายการจัดการด้านธุรกิจแบบ Netflix ที่คุณก็สามารถทำได้

สตาร์ตอัปที่ฟื้นคืนชีพจากธุรกิจเช่าดีวีดีอย่าง Netflix แปลงร่างเป็นแพลตฟอร์มสตรีมไม่งรายใหญ่ของโลกในระยะเวลาเพียงไม่นาน เพียงแค่ 3 ปีภายหลังหันมาเล่นบทบาทสตรีมไม่ง ก็ขยายสาขาไปกว่า 130 ประเทศ จนตราบเท่าแตะต้อง 190 ประเทศในเวลาเพียงแค่ 7 ปีแค่นั้น

แต่ว่าการที่ได้มายืนอยู่จุดนี้ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับ Netflix คณะทำงานก็เคยจะต้องพบกับปัญหามากมายก่ายกองพันประการเหมือนกับธุรกิจอื่นๆไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศที่แปลงเป็นข้อกำหนดสำหรับเพื่อการสร้างคอนเทนต์ หรือเรื่องปัญหาด้านภาษา ที่หากแม้ภาษาอังกฤษจะนับได้ว่าเป็นภาษาสากลก็ตาม แต่ว่าผู้ใช้งานโดยมากก็มิได้ชำนาญภาษาอังกฤษแล้วก็ยังเคยชินกับการใช้ภาษาเดิมของตนเอง

ที่สำคัญเป็น จะทำเช่นไรให้คนชำระเงินเพื่อเข้ามาใช้แพลตฟอร์ม เพราะว่าลูกค้าในหลายๆภูมิภาคก็ยังเคยชินกับการเสพรายละเอียดฟรีอยู่ น้อยเกินไปแค่นั้น แถมยังจะต้องจัดการคู่ปรปักษ์อีกหลายรายที่เป็นเจ้าถิ่นประจำอยู่ก่อนแล้วอีก ดังเช่น ผู้ให้บริการเขตแดนในประเทศฝรั่งเศสหรือประเทศอินเดียที่พรีเซนเทชั่นคอนเทนต์เป็นภาษาถิ่น ก็ทำให้ Netflix ยากที่จะแข่ง หรือในบางประเทศอย่างเยอรมนี ก็มีคู่ปรปักษ์หลักอย่าง Amazon Prime ครอบครองตลาดอยู่แล้ว ฯลฯ

จนกว่าในวันนี้ที่จำนวนผู้ใช้งานของ Netflix พุ่งแซงสตรีมไม่งเจ้าอื่นๆประเภทที่เรียกว่าถ้าหากเอาจำนวนของทุกเจ้ามารวมกันแล้วเทียบเคียง ก็ยังขาดลอย เบื้องหน้าเบื้องหลังการบรรลุผลนี้ก็คือ การรู้จักใช้แผนการ “Localization” หรือปรับแบรนด์ให้กับเขตแดนในแต่ละที่ กระทั่งสามารถผูกจิตใจผู้ชมกว่า 200 กว่าล้านคนทั่วทั้งโลกไว้ได้อยู่มือ

1. ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป เลือกตลาดที่เคยชินก่อน
ตลาด 190 ประเทศมิได้เกิดขึ้นครั้งเดียวกัน ในปี 2010 Netflix เลือกที่จะฝ่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดาก่อนเป็นขั้นแรก เพราะเหตุว่าตรงนั้นมีความใกล้เคียงกันอีกทั้งในเรื่องภูมิศาสตร์ที่มีชายแดนชิดกัน ทำให้อะไรหลายๆอย่างคล้ายกันในทางของการรับทราบ หรือแม้กระทั้งรสนิยม ซึ่งทำให้ง่ายสำหรับธุรกิจที่พึ่งจะเริ่มขยายไปตลาดต่างชาติในทีแรกๆ

ภายหลังการศึกษาเพียงแค่ครั้งเดียว ในเวลาถัดมา Netflix ก็ขยายพื้นที่ครอบคลุมเพิ่มเป็น 50 ประเทศ โดยยังอยู่บนฐานรากของความคล้ายคลึง ดังเช่น ภาษา ลักษณะคนภายในประเทศ กำลังซื้อ (ด้วยเหตุว่าจำเป็นต้องชำระเงินสมัครสมาชิก) และก็ที่สำคัญเป็นอินเทอร์เน็ตที่จำต้องแรงทั่วถึง กล่าวได้ว่าเลือกประเทศที่มีสมรรถนะรองรับแพลตฟอร์มของ Netflix ได้ก่อนนั่นเอง เมื่อชำนาญรวมทั้งหนักแน่นมากพอแล้ว ก็เลยทยอยบุกที่อื่นๆถัดไป

2. เสนอขายแต่ละตลาดให้ถูกจุด
แน่ๆว่าการจะเข้าถึงลูกค้าได้ทั้งโลก ย่อมไม่อาจจะใช้ชุดข้อมูลเหมือนกันได้ เนื่องจากว่าแต่ละที่ต่างก็มีภาษา รวมทั้งวัฒนธรรมเป็นของตนเองทั้งหมด Netflix ก็เลยจะต้องทำการบ้านอย่างมากเพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานได้ทุกชาติ

แทนที่จะส่งออกคอนเทนต์จากสหรัฐฯสิ่งเดียว Netflix กลับเลือกใช้แนวทางซื้อลิขสิทธิ์ออริจินัลคอนเทนต์ของประเทศนั้นๆแทน อีกทั้งสร้างรายการเขตแดนโดยอิงจากความชื่นชอบของผู้ชมในพื้นที่นั้น ซึ่งโน่นก็รวมทั้งการแปลภาษาให้เชื่อมกับการรับทราบของคนภายในแต่ละพื้นที่ด้วย อย่างการตั้งชื่อซีรีส์ในภาษาต่างๆก็มิได้แปลแปลออกมาตรงเผง ดังเช่น Le Casa de Papel ออริจินัลซีรีส์จากประเทศสเปน ที่เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษก็เปลี่ยนเป็น Money Heist แทนที่จะเป็น The house of paper หรือการปรับมาใช้ชื่อ คนเลวคนชิงทรัพย์โลก ในภาษาไทย

ยิ่งไปกว่านี้ กระบวนการทำดูดซึมไตเติลแล้วก็บรรยายเสียงโดยการใช้ผู้ชำนาญด้านภาษาศาสตร์ตามแคว้นต่างๆมาช่วย เพื่อผู้ชมได้รสของการรับดูที่รู้จัก ตามที่พวกเราจะมองเห็นศัพท์ได้รับความนิยมติดเทรนด์ในตอนนั้นแทรกสอดอยู่ในบทสนทนาหรือซึมซับไตเติล ที่ถ้าหากไม่ใช่คนภายในประเทศนั้นๆก็ยากจะเข้าดวงใจได้ ซึ่งโน่นบางทีอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Squid Game ที่แม้ว่าจะถ่ายทำเป็นภาษาประเทศเกาหลี แต่ว่าก็ได้รับความนิยม แล้วก็ชนะใจผู้ชมไปแทบทั้งโลก
3. มอบประสบการณ์สุดเยี่ยมให้เหมาะสมกับทุกพื้นที่
จุดหมายของ Netflix เป็นการปรับตัวให้กับทุกภูมิภาค ก็เลยอุตสาหะใส่ใจกับการแปลสิ่งของที่มีความจำเป็นพื้นฐานก่อนเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะเป็นชื่อสินค้า หรือคู่มือแนะนำการใช้งาน เพื่อลูกค้าที่กล่าวหรือรู้เรื่องภาษาอื่นได้รับ “ประสบการณ์” การใช้แรงงานที่ดีเท่ากันกับบรรดาผู้ใช้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

การที่ Netflix ทุ่มเงินปริมาณเป็นอันมากสำหรับเพื่อการสร้างออริจินัลซีรีส์ของตนก็เป็นอีกประเด็น ด้วยเหตุว่าแน่ๆว่าพวกเขาตั้งอกตั้งใจให้คนทุกแห่งทั่วทั้งโลกมองได้ และก็บริษัทก็เลือกที่จะใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในภาษาต่างๆมาปฏิบัติภารกิจนี้ แทนที่จะใช้เลือกใช้โปรแกรมการแปลเป็นภาษาต่างๆอัตโนมัติ และยังมีการทำการตลาดที่ประดิษฐ์รวมทั้งกับบริบทของแต่ละเขตแดน อาทิเช่น การผลิตแบบอย่างหนังแล้วก็ซีรีส์ในเวอร์ชันต่างๆเพื่อแน่ใจว่าผู้ชมทุกชาติต่างได้รับประสบการณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีผู้ใดรู้สึกด้อยกว่านั่นเอง

10 ความแตกต่าง คนมั่งคั่ง vs ชนชั้นกลาง

ในเนื้อหานี้คำว่าความแตกต่างกันระหว่างคนร่ำรวย ชนชั้นกลาง แล้วก็ คนยากจน มิได้วัดกันที่จำนวนเงิน แต่ว่าวัดกันที่แนวความคิดหรือทัศนคติ ผู้ที่มีทัศนคติแบบคนร่ำรวย หากแม้ปัจจุบันนี้จะยังมีเงินไม่มากมาย หรือบางทีอาจเคยมีเงินมากมายแล้วจำต้องสูญเสียมันไป ก็จะกลับมาสร้างใหม่ได้

ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มีทัศนคติจนถึง หากแม้มีโชค ได้โอกาสได้รับเงินเยอะมาก แต่ว่าก็ไม่อาจจะรักษาเงินไว้ได้ ก็เลยไม่มีความสำคัญว่าในเวลานี้พวกเรามีเงินมากแค่ไหน เนื่องจากว่าถ้าหากพวกเราสร้างทัศนคติแบบคนร่ำรวยเอาไว้ วันหนึ่งเงินจะวิ่งเข้าพวกเราอย่างแน่แท้

เนื้อหานี้แอดไม่นเอามาจากข้อเขียนของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นค่า ที่จัดเป็นปรามาจารย์ VI ของประเทศไทย ที่เขียนถึงการวิเคราะห์รากของปัญหาในเชิงลักษณะของทัศนคติความนึกคิด ซึ่งได้สรุปมาจากหนังสือของ Keith Cameron Smith แม้ว่าจะเขียนไว้นานแล้ว แม้กระนั้นรายละเอียดยังคงใช้ได้ในทุกช่วง

ลองเช็คมองกันว่า พวกเรามีแนวคิดของคนมั่งมีหรือชนชั้นกลางมากยิ่งกว่ากัน รวมทั้งจำเป็นที่จะต้องทำเช่นไรเพื่อจะได้ย้ายจากการมีลักษณะท่าทางที่จะเป็นคนยากจนหรือคนชั้นกึ่งกลางสู่การเป็นคนร่ำรวย ไปดูกันเลย

1. คนรวยนั้นคิดยาวแม้กระนั้นคนชั้นกึ่งกลางคิดทำร้ายตัวเอง ผู้ที่คิดทำร้ายตัวเองที่สุดก็คือคนยากจน
คนยากจนชอบคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกึ่งกลางนั้นชอบคิดเป็นเดือนต่อเดือน โน่นเป็นนึกถึงวันจ่ายเงินเดือน แต่ว่าคนมั่งคั่งจำเป็นที่จะต้องคิดยาวเป็นปีๆหรือมากมายปี

ในใจของคนยากจนนั้น เขามักคิดแต่ว่าเฉพาะเรื่องของความมีชีวิตรอดเป็นหลัก ในระหว่างที่คนชั้นกึ่งกลางนึกถึงเรื่องความผาสุขจากการใช้จ่ายผลิตภัณฑ์ ส่วนคนมั่งมีนั้น วัตถุประสงค์ของพวกเขาแจ้งชัด เขาอยากอิสรภาพทางด้านการเงิน

การคิดยาวนั้นมีพลังมากมาย ด้วยเหตุว่ามันจะมีผลให้เขามัธยัสถ์รวมทั้งลงทุนระยะยาวซึ่งจะมีผลให้เงินงอกงามแบบทบต้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แล้วก็นี่เป็นสูตรสำคัญที่สุดสำหรับเพื่อการที่จะทำให้คนร่ำรวย

แอดไม่นขอเสริมเติมให้ในข้อนี้ ว่าถ้าหากพวกเรายังอยู่ในสภาวะเดือนชนเดือน หาเช้ากินค่ำ การจะออกมาจากสถานะนี้ได้ เป็นจะต้องวางแผนเงิน เพื่อทราบสถานะด้านการเงินของตน อย่างต่ำให้ทราบว่าพวกเรามีรายได้เท่าไร รายการจ่ายมากแค่ไหน หนี้เท่าใด จุดหมายชีวิตเป็นอย่างไร พวกเราจำเป็นต้องเพิ่มหรือลดตรงไหนบ้าง เพียงแต่นี้ก็เสมือนได้ดูยาวขึ้นไปอีกนิด รวมทั้งเมื่อจุดโฟกัสจุดมุ่งหมาย ก็จะเริ่มมองเห็นวิถีทางเองจ้ะ

ดาวน์โหลด​แอปฯ​ ตัวช่วยสำหรับเพื่อการคิดแผน​การคลัง “ฟรี” ถึงที่กะไว้นี่
ios
android

2. คนมั่งคั่งกล่าวเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกึ่งกลางกล่าวเกี่ยวกับข้าวของ รวมทั้งคนยากจนกล่าวถึงเรื่องของบุคคลอื่น
นี่คงจะมิได้หมายความว่าว่าคนมั่งคั่งไม่บอกเกี่ยวกับเรื่องของข้าวของหรือคนอื่นๆ แม้กระนั้นซึ่งก็คือว่าคนมั่งคั่งจะเอ่ยถึงเรื่องของคนอื่นๆน้อยกว่าคนยากจนและก็ชอบเป็นผู้ที่มีแนวคิดดีๆหรือมีมุมมองต่างๆมากยิ่งกว่าคนชั้นกึ่งกลางและก็คนยากจน

เบื้องหน้าเบื้องหลังของนิสัยในประเด็นนี้ดำรงอยู่ที่ว่า คนร่ำรวยนั้นชอบมีความคิดประดิษฐ์มากยิ่งกว่าคนยากจนซึ่งชอบถูกใจ “ซุบซิบนินทา” เป็นบ่อย ในตอนที่คนชั้นกึ่งกลางบางทีอาจจะย้ำการทำงานประจำ ถูกใจเอ่ยถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การผ่อนคลาย ฯลฯ

3. คนมั่งมีเห็นด้วยความเคลื่อนไหว คนชั้นกึ่งกลางต้านทานความเคลื่อนไหว
คนชั้นกึ่งกลางมีความคิดว่าความเคลื่อนไหวจะรุกรามการดำรงชีวิตที่ตัวเองคุ้นชิน ในเวลาที่คนมั่งมีนั้นมีความคิดว่าความเคลื่อนไหวบางทีอาจทำให้เกิดชีวิตที่ดีมากกว่า เขามีความรู้สึกว่าสำหรับการเปลี่ยนนั้นมักได้โอกาสที่เขาบางทีอาจจะกอบโกยได้ เบื้องหน้าเบื้องหลังนิสัยนี้บางครั้งก็อาจจะมาจากการที่คนมั่งมีมีความเชื่อมั่นสูงขึ้นมากยิ่งกว่าคนชั้นกึ่งกลางที่ชอบกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถที่จะปรับพฤติกรรมให้กับของใหม่ๆได้

4. คนมั่งมีกล้ารับการเสี่ยงที่ได้มีการพินิจและก็พินิจพิเคราะห์ก็ดี คนชั้นกึ่งกลางกลัวที่จะรับการเสี่ยง
นี่เป็นนิสัยที่เป็นข้อด้อยเยอะที่สุดของคนชั้นกึ่งกลางในข้อคิดเห็นของผม ผู้ที่ไม่รับการเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่กำลังจะได้ผลตอบแทนที่ดีอย่างสิ้นเชิง ในช่วงเวลาที่ผู้ที่กล้ารับการเสี่ยงอย่างที่ได้มีการเล่าเรียนมาอย่างดีเยี่ยมจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่การเสี่ยงจริงๆนั้นจะมีน้อยมาก

แบบอย่างที่เห็นกระจ่างเจนที่สุด ก็คือ คนชั้นกึ่งกลางส่วนมากนั้นชอบกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการคลังที่มีความปั่นป่วนของราคาโดยที่เขาไม่มานะวิจัยว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความคุ้มราคากว่าการฝากเงินในแบงค์มากมาย

ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ที่กล้ารับการเสี่ยงอย่าง “บ้าระห่ำ” ดังเช่นว่าผู้ที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนมั่งมี คนมั่งคั่งนั้นจำเป็นต้องรับการเสี่ยงเฉพาะที่มีการพินิจให้ละเอียดแล้ว

5. คนร่ำรวยศึกษารวมทั้งเติบโตทั้งชีวิต คนชั้นกึ่งกลางรู้สึกว่าการศึกษาจบที่สถานที่เรียน
นิสัยการเล่าเรียนไปเรื่อยนี้ ผมรู้สึกว่าเป็นหัวใจคนมั่งมีจริงๆด้วยเหตุว่าในความรู้สึกของผมเอง การศึกษาจากสถานที่เรียนเป็นเพียงแค่รากฐานที่พวกเราเอามาศึกษาต่อด้วยตัวเองได้ รวมทั้งเวลาภายหลังการศึกษาเล่าเรียนในสถานที่เรียนนั้นยาวมากมายเป็นหลายสิบปี ด้วยเหตุผลดังกล่าว วิชาความรู้จำนวนมากจำเป็นต้องที่จะเกิดขึ้นภายหลังที่พวกเราจบจากสถานศึกษา

โดยนัยของข้อนี้ คนร่ำรวยก็เลยคงจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ถัดไปเรื่อยในระหว่างที่คนชั้นกึ่งกลางนั้น พอเพียงจบก็ชอบไม่สนใจอ่านหนังสือหรือกล่าวโทษทราบใหม่ๆแล้วก็วิชาความรู้ที่ผมมีความรู้สึกว่าคนชั้นกึ่งกลางพลาดไปเนื่องจากไม่มีการสอนในสถานศึกษาก็คือ วิชาความรู้ด้านการเงินที่คนมั่งมีชอบศึกษาต่อเนื่องจากมองเห็นถึงจุดสำคัญรวมทั้งบางทีอาจส่งผลให้เกิดความมั่งคั่งได้

6. คนร่ำรวยดำเนินการเพื่อหากำไร คนชั้นกึ่งกลางดำเนินงานเพื่อจะได้ค่าตอบแทน

คนมั่งคั่งคิดว่านี่เป็นแนวทางที่จะทำให้มั่งคั่งได้มากกว่าแม้ว่าจะ

คิดอย่างไรกับบทความ ว่าบรรณรักษาตายแล้ว

เคยมีรายงานตรวจสอบความประพฤติปฏิบัติการอ่านหนังสือโดยสสช.เมื่อปี 2546 พบว่า คนประเทศไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ บรรทัด

เปลี่ยนเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ถูกถือมากมายบอกกันน้ำหูน้ำตาเล็ด

อีก ปีถัดมา 2551 ผลที่เกิดขึ้นจากการสำรวจสำนักเดิมอีกพบว่า แนวโน้มคนประเทศไทยอ่านหนังสือมากขึ้นเป็น 39 นาทีต่อวัน

กระทั่งปัจจุบัน จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัยตรวจสอบพบว่าคนประเทศไทยอ่านหนังสือนานถึง 94 นาทีต่อวัน พอๆกับว่าเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี ชาวไทยมีนิสัยรักการอ่านมากเพิ่มขึ้น หรือเปล่าหนทางการเข้าถึงหนังสือของคนประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

แน่ๆว่า อินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นความประพฤติปฏิบัติการอ่านของคนทั้งโลก

การอ่านหนังสือ แล้วก็การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเอกสารของเด็กนักเรียนนิสิตมิได้จำกัดตัวอยู่ข้างในห้องสมุดอย่าง เดียวแล้ว ภาพของนิสิตยืนอยู่หน้าตู้ดรรชนี ดึงลิ้นชักออกมาค้นหารายนามหนังสือ แทบไม่ปรากฏให้มองเห็นอีกแล้ว พวกเขาไม่ได้อยากต้องการความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดระบบห้องหนังสือแบบดิวอี้ รวมทั้งสภานิติบัญญัติอเมริกัน อีกต่อไป

เมฆา ลิขิตบุญฤทธิ์ นักปรับปรุงระบบห้องหนังสือ จากแผนการศูนย์วิชาความรู้กินได้ ที่ทำการบริหารรวมทั้งปรับปรุงองค์วิชาความรู้ (OKMD) สารภาพว่า แนวทางการค้นหาแบบใหม่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตทำให้การค้นหาแบบเดิมถูกตัดออก หอสมุดควรต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อล้ำสมัย บรรณารักษ์จะต้องเป็นได้มากกว่าคนเฝ้าหอสมุด

ก่อนหน้าที่ผ่านมาถึงแม้หอสมุด จะแปลงผ่านสู่สมัยของเทคโนโลยีโดยแปลงหนังสืออีกทั้งเล่มให้อยู่ในรูปของอี บุ๊ค จัดเก็บในฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อความสบายสำหรับในการค้นหา แม้กระนั้นเขากลับคิดว่า โน่นไม่ใช่วิถีทางที่จะเกื้อหนุนให้ผู้อ่านหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาเดียวกันสิ่งที่เขาดูเป็นการผลิตรายละเอียดที่น่าดึงดูดในรูปของบทความ นอกจากข่าว หรรษา ที่ปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์ในทุกวันนี้

เหตุผล ดังที่กล่าวถึงมาแล้วสนับสนุนให้บรรณารักษ์ วัย 28 ปี เริ่มแนวความคิดการผลิตชุมชนบรรณารักษ์ออนไลน์ขึ้นในตอน ปีให้หลัง เพื่อถ้าเกิดลุ่มผู้ที่มีแนวคิดเดียวกัน สร้างเป็นโครงข่าย ส่งเสริมให้กำเนิด libraryhub.in.th ศูนย์กลางข้อมูลสำหรับบรรณารักษ์โดยยิ่งไปกว่านั้น

?แนวความคิด นี้เกิดจากความพอใจส่วนตัวที่หลงไหลในเสน่ห์ของหอสมุด กระทั่งตกลงใจศึกษาต่อเพื่อเป็นบรรณารักษ์ ในตอนที่บุคคลอื่นบางทีอาจเลือกเรียนในสายวิศวะ หมอ ที่ดูดีมากยิ่งกว่าเขากล่าว

libraryhub ที่เริ่มโดยมีเป้าหมายแลกประสบการณ์ รวมทั้งเก็บรายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับวิชาชีพนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้เว็บได้รับการยินยอมรับให้เป็นประตูของฝูงคนที่เรียกตัวเองว่า นักปรับปรุงห้องหนังสือ ในสมัย 2.0

?ทุกๆวันนี้ห้องหนังสือแทบทุกที่เริ่ม เอานำสื่อออนไลน์เข้ามาใช้ ตัวอย่างเช่น เฟซบุ๊ค แฟนเพจ เข้ามาใช้ บรรณารักษ์ในโลกสมัยใหม่ซึ่งสามารถปฏิบัติภารกิจเป็นคนป้อนวิชาความรู้ให้กับนักอ่าน ได้เลย โดยไม่ต้องแออัดยัดเยียด ไม่เหมือนกับแนวความคิดของบรรณารักษ์รุ่นก่อนที่ใครกันแน่จะเข้ามาใช้ห้องหนังสือจำเป็นต้องมาค้นหา ข้อมูลเองเขาชี้แจง

เมฆา เล่าว่า หอสมุดในบ้านกับต่างถิ่นต่างกันมากมาย ยกตัวอย่าง สหรัฐ อาชีพบรรณารักษ์โดยมากมาจากสายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งยังมีความชำนาญเฉพาะทางอย่างเช่น ชีวะ ธุรกิจ หมอ ซึ่งปัญหาของบรรณารักษ์เป็นจะทำเช่นไรให้คนห้องหนังสือ รวมทั้งอ่านหนังสือมากเพิ่มขึ้น

คราวหนึ่ง เมฆา เคยแก้ปัญหาที่ว่าจะทำเช่นไรให้เด็กช่างกลเข้าห้องหนังสือ เขาคิดหาแนวทางทุกเมื่อเชื่อวันทั้งๆที่ใช้แล้วเห็นผลและไม่สำเร็จ ตั้งแต่หลอกโดยขั้นตอนการติดสกอร์บอล ไว้ข้างกระดานหางานพิเศษ แสดงถึงคุณลักษณะของผู้ที่ปรารถนา ซึ่งเขาเห็นว่าบรรณารักษ์สามารถชี้แนะหนังสือที่เกี่ยวเพื่อเด็กที่ไม่ เคยพึงพอใจอ่านหนังสือเลยได้ทดลองอ่านมอง

แม้ว่าจะขาดทักษะด้านงานด้านการเขียนมา ก่อน แม้กระนั้นด้วยสไตล์วาดแบบเล่า ช่วยติดต่อสื่อสารให้คนเข้าใจกันอยู่กว่าเขียนเป็นทางการแต่ว่าไม่มีผู้ใดอ่านเลย ภายหลังเขียนไปสักระยะหนึ่งเริ่มมีการส่งต่อรายละเอียด คอมเม้นท์ และก็สร้างเป็นกรุ๊ปสังคมออนไลน์ ด้วยฐานสมาชิกราว 700 คน กำเนิดเป็นคอมมูนิตี้ ห้องหนังสือที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน

กระทั่งเครือ ข่ายเริ่มขยายตัว กำเนิดเป็นไลเบอร์มันแมกาซีนออนไลน์ ไลเบอร์มันออนไลน์ดอทคอม ไลเบอร์มันโทรทัศน์ ขณะที่ตัวเขาเองรับหน้าที่เดินสายนำเสนอรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้ห้องหนังสือหลาย ที่ คิดโครงงานใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเช่น รณรงค์ให้คนอ่านแบ่งบันหนังสือ โดยใส่แท็กในแฟซบุ๊ค รวมทั้งจัดลิมแคปม์ เปิดเวทีการประชุมเฉพาะกรุ๊ปสำหรับบรรณารักษ์ในสมัยดิจิทัล

เขาเห็นว่า งานหอสมุดยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ ดังเช่นการจัดการระบบห้องหนังสือที่มีอยู่ขจัดขจายทั่วกรุงเทวดาให้อยู่บนฐาน ข้อมูลเดียวกัน โดยยึดตัวอย่างจากหอสมุดในประเทศประเทศสิงคโปร์ที่มีหน่วยงานกึ่งกลางเข้ามาดูแลจัดแจง ในเรื่องหนังสือ ฐานข้อมูล ทำให้หอสมุดขนาดเล็กปฏิบัติภารกิจให้บริการเพียงอย่างเดียว

ระหว่างที่ ห้องหนังสือในเครือข่ายของหอสมุดกรุงเทวดา ซึ่งมีอยู่โดยประมาณ 20 ที่ ดำเนินการแบ่งย่อยกัน ซึ่งถ้าเกิดมีการดำเนินการเป็นภาพรวมก็จะก่อให้มองเห็นสถิติการอ่านของคนเมืองกรุงเทวดา ซึ่งมาจากข้อมูลที่มีตัวชี้วัดที่แน่ๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงหนังสือในหอสมุดระดับจังหวัดให้มีรายละเอียดตรวจกับความ อยากของแคว้น

เขาเห็นว่า การผลิตห้องสมุคในสมัยใหม่จะต้องเริ่มจากการสำรวจสิ่งที่ต้องการของคนภายใน พื้นที่ ตรวจสอบว่าเขตแดนมุ่งไปทางไหนได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ทำการเกษตร หัตถกรรม หรือการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพื่อกำเนิดคุณประโยชน์กับคนอ่านที่จริงจริง

ห้องหนังสือจะนั่งอยู่เฉยให้คนมาบอกว่าไม่ปรับปรุง จะยอมแพ้ หรือจำต้องสู้เพื่อการพัฒนาเขาตั้งปัญหาไปยังรณารักษาทั้งหมดทั้งสิ้น

แฟชั่นไม่มีเพศ Gender Neutral Style

แฟชั่นเป็นสิ่งที่ขยับเขยื้อนตลอดระยะเวลา ในสมัย 2021 กระแสการแต่งกายเปลี่ยนไปตรงเวลารวมทั้งไลฟ์สไตล์ของคนเรา ในสมัยที่สังคมเปิดกว้างคนภายในสังคมกล้าที่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมา พวกเราได้มองเห็นผู้คนแต่งตัวที่มากมายแล้วก็บันเทิงใจกับมันเยอะขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งมีการแต่งตัวแบบหนึ่งที่มองเห็นแล้วทำให้เกิดความรู้สึกพอใจขึ้นมาเป็น Gender Neutral Style หรือที่รู้จักกันเป็น Unisex ที่แสดงว่าไม่มีเพศหรือแฟชั่นไม่มีเพศนั่นเองซึ่ง Unisex คำว่า Unisex ถูกข้อบังคับขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 โดยแสดงว่า การปลดปล่อยทางเพศภาวะ ยิ่งกว่านั้นพวกเราคิดว่า Unisex ไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้าแต่ว่ารวมถึงทุกอย่างบนร่างกายไม่ว่าจะเป็น ทรงผม เครื่องเพชรพลอย การทาสีเล็บของผู้ชาย รวมทั้งกรุ๊ป LGBTQ+ ที่มีการแต่งตัวตรงกันข้ามกับเพศภาวะของตนอย่าง เขื่อน เจริญดนัย เสตทอง (เขื่อน K-OTIC) ก็เป็นตัวอย่างให้กับกรุ๊ป LGBTQ+ ที่ยืนหยัดที่จะแสดงความเป็นตัวเองอย่างเจน แล้วก็รวมไปจนกระทั่งความทัดเทียมทางเพศ

พวกเราจะมองเห็นได้ว่าสภาพสังคมเริ่มจะไม่มีการแบ่งแยกกันผ่านเรื่องเพศ โดยในสมัยเก่าอย่างที่ทุกคนทราบว่ามีการตั้งกรอบหรือกฎสำหรับเพื่อการแต่งตัว ให้ความใส่ใจกับเพศแล้วก็ใช้เป็นเครื่องวินิจฉัยว่าคนนั้นเป็นอะไร แตกต่างจากปกติหรือไม่ พวกเราเป็นอีกคนหนึ่งที่โตมาแล้วพบกับแนวคิดนี้แม้กระนั้นพวกเรามิได้ให้ความเอาใจใส่กับความนึกคิดนี้ซักเท่าไหร่แล้วก็พวกเราเองก็เป็นผู้ที่ถูกใจแต่งตัวแล้วก็ถูกใจมองคนอื่นแต่งตัว พวกเรามีความคิดว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสวมอะไรก็ได้หรือจะทำอะไรกับร่างกายของตนเองก็ได้ “My Body, My choice” แล้วก็พวกเราแฮปปี้เวลามองเห็นคนอื่นแต่งตัวในแบบที่เขาเชื่อมั่นและก็แสดงถึงความเป็นตัวเอง พวกเราติดตามอินสตาเอ็งรมพี่คนหนึ่งเขาเป็น LGBTQ แล้วเขาเป็นผู้ที่แต่งตัวได้สะดุดตาและก็น่าดึงดูดมากมาย มีความเป็นตัวเองเขามี options ต่างๆจำนวนมากซึ่งบางครั้งบางคราวเขาสวมกระโปรง ลงสีเล็บ ใส่ตุ้มหู ซึ่งพวกเราติดตามพี่เขามานานมากเขาทำให้พวกเราได้มีความเห็นว่ารสนิยม ความพอใจมีการลื่นไหลเปลี่ยนไปตรงเวลาแล้วก็ไลฟ์สไตล์ที่แปรไป

ถามคำถามว่าพวกเราคิดอย่างไร ? จริงๆพวกเรารู้สึกผิดตานะแต่ว่าพวกเราก็ถูกใจที่เขามีความเก่งกล้าไม่แคร์ว่าผู้อื่นจะมองดูอย่างไร แล้วก็แสดงให้เห็นว่ากระโปรงที่ถูกทำขึ้นมาเป็นอัตลักษณ์ของผู้หญิง ผู้ชายก็สามารถใส่ได้ รวมทั้งสีเล็บที่หญิงมักจะทำ เพศชายก็สามารถทำเป็นถึงแม้กรุ๊ป LGBTQ ก็สามารถทำเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งพวกเราจะมองเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆพวกนี้เรื่องจริงแล้วมันมิได้มีเพศอยู่แล้ว แต่ว่ามนุษย์ไปสร้างหรือกำหนดให้มันมีเพศและก็ตามความเป็นจริงแฟชั่นไม่มีเพศก็มีมานานแล้วเป็นร้อยๆปี ตั้งแต่ยุคหฝ่าส์ 14 ถ้าเกิดพวกเราพิจารณาดีๆพวกเราจะมองเห็นเสื้อผ้าของท่านมีลักษณะคล้ายกับเพศหญิง รองเท้าสีจัดมีส้น นอกนั้นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นได้มีการวางแบบและก็ทำเสื้อผ้าในลักษณะของ Gender Neutral Style ออกมาตั้งนานแล้วไม่ว่าจะเป็น CHANEL , Givenchy ,Dior ,J.W Andreson